<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เอพลัสฟาร์มาซี APLUS Pharmacy วิตามิน,ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร,Vitamins and Dietary Supplements,เวชสำอางสำหรับผิวพรรณ,Skin Cosmeceuticals</title>
	<atom:link href="https://aplus-pharmacy.com/2016/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://aplus-pharmacy.com/2016</link>
	<description>เอพลัสฟาร์มาซี APLUS Pharmacy วิตามิน,ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร,Vitamins and Dietary Supplements,เวชสำอางสำหรับผิวพรรณ,Skin Cosmeceuticals</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 Sep 2024 07:54:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.38</generator>
	<item>
		<title>วิธีดูแลผู้ป่วยเบาหวาน</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Jun 2016 01:00:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[audio]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>
		<category><![CDATA[shortcode]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://aplus-pharmacy.com/2016/?p=4347</guid>
		<description><![CDATA[วิธีดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ 9 ข้อ ดังนี้ค่ะ 1. เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือตลอ&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิธีดูแลผู้ป่วยเบาหวาน</strong></p>
<p><strong>ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน</strong></p>
<p>ผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ 9 ข้อ ดังนี้ค่ะ</p>
<p>1. เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือตลอดชีวิต ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง อาจมีชีวิตเหมือนคนปกติได้ แต่ถ้ารักษาไม่จริงจังก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก</p>
<p>2. ควบคุมอาหาร การลดน้ำหนัก (ถ้าอ้วน) และการออกกำลังกาย มีความสำคัญมาก ในรายที่เป็นไม่มาก ถ้าปฏิบัติในเรื่องเหล่านี้ได้ดี อาจหายจากเบาหวานได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรอาหารที่มีผลต่อโรค ดังต่อไปนี้</p>
<p>ลดการกินน้ำตาล และของหวานทุกชนิด รวมทั้งผลไม้หวานและน้ำผึ้ง และควรเลิกกินน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน เหล้าเบียร์</p>
<p>ลดการกินอาหารพวกแป้ง เช่น ข้าว ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น เผือก มัน เป็นต้น</p>
<p>ลดอาการพวกไขมัน เช่น ของทอด ของมัน ขาหมู หมูสามชั้น อาหารหรือขนมที่ใส่กะทิ หันไปกินอาหารพวกโปรตีน เนื้อแดง ไข่ นม ถั่วต่างๆ รวมทั้งเพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานจัดให้มากขึ้น</p>
<p>ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหม เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน เล่นโยคะ กายบริหาร เป็นต้น</p>
<p><img src="http://www.thai-otsuka.co.th/images/Picture-Contet/nofood.jpg" alt="nofood" /><br />
3. เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้น อาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่างๆ</p>
<p>4. หมั่นดูแลรักษาเท้าเป็นพิเศษ ระวังอย่าให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบ เพราะอาจลุกลามจนกลายเป็นแผลเน่าจนต้องตัดนิ้วหรือขาทิ้ง</p>
<p>ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะตรงซอกเท้า อย่าถูแรงๆ</p>
<p>เวลาตัดเล็บเท้า ควรตัดออกตรงๆ อย่าตัดโค้งหรือตัดถูกเนื้อ</p>
<p>อย่าเดินเท้าเปล่า ระวังเหยียบถูกของมีคม หนาม หรือของร้อน</p>
<p>อย่าสวมรองเท้าคับไป หรือใส่ถุงเท้ารัดแน่นเกินไป</p>
<p>ถ้าเป็นหูดหรือตาปลาที่เท้า ควรให้แพทย์รักษา อย่าแกะหรือตัดออกเอง</p>
<p>ถ้ามีตุ่มพอง มีบาดแผล หรือการอักเสบที่เท้าควรรีบไปให้แพทย์รักษา</p>
<p>5. ผู้ป่วยที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือมีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าว ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ หรือชักได้ ดังนั้น จึงต้องระวังดูอาการดังกล่าว และควรพกน้ำตาลหรือของหวานติดตัวประจำ ถ้าเริ่มรู้สึกมีอาการดังกล่าวให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาลหรือของหวาน จะช่วยให้หาย</p>
<p><strong><img src="http://www.thai-otsuka.co.th/images/Picture-Contet/health-check3.jpg" alt="health check3" /></strong></p>
<p>6. หมั่นตรวจปัสสาวะด้วยตัวเอง และตรวจเลือดที่โรงพยาบาลเป็นประจำ เพราะเป็นวิธีที่บอกผลการรักษาได้แน่นอนกว่าการสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียว</p>
<p>7. อย่าซื้อยาชุดกินเอง เพราะยาบางอย่างอาจเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาเองต้องแน่ใจว่า ยานั้นไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด</p>
<p>8. ควรมีบัตรประจำตัว (หรือกระดาษแข็งแผ่นเล็กๆ) ที่เขียนข้อความว่า &#8220;ข้าพเจ้าเป็นโรคเบาหวาน&#8221; พร้อมกับบอกชื่อยาที่รักษาพกติดกระเป๋าไว้ หากบังเอิญเป็นลมหมดสติ ทางโรงพยาบาลจะได้ทราบประวัติการเจ็บป่วยและให้การรักษาได้ทันท่วงที</p>
<p>9. ป้องกันโรคนี้ด้วยการรู้จักกินอาหาร ลดของหวานๆ อย่าปล่อยตัวให้อ้วน หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรตรวจเช็คปัสสาวะหรือเลือดเป็นครั้งคราว เพราะหากพบเป็นเบาหวานในระยะเริ่มแรก จะสามารถควบคุมอาการของโรคได้</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ http://www.thai-otsuka.co.th/index.php/th/in/health-info-th/info-health5</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้มีปัญหาการย่อยและการดูดซึม</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Jun 2016 00:57:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[audio]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>
		<category><![CDATA[shortcode]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://aplus-pharmacy.com/2016/?p=4344</guid>
		<description><![CDATA[ผู้มีปัญหาการย่อยและการดูดซึม ความสำคัญของ MCT (Medium Chain Triglyceride) MCT (Medium Chain Triglyceride) เป็นไขมันที่ได้มาจากการสกัดน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี ย่อยและดูดซึมได้ง่ายกว่าไขม&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้มีปัญหาการย่อยและการดูดซึม</strong></p>
<p><strong>ความสำคัญของ MCT (Medium Chain Triglyceride)</strong></p>
<p>MCT (Medium Chain Triglyceride) เป็นไขมันที่ได้มาจากการสกัดน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี ย่อยและดูดซึมได้ง่ายกว่าไขมันที่จาก น้ำมันพืชทั่วไป เนื่องจากการย่อยการดูดซึม MCT เกิดขึ้นได้ในเซลล์ลําไส้เล็ก และไม่ต้องพึ่งกรดนํ้าดีในการดูดซึม และเมื่อถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ ก็สามารถนำพลังงานไปใช้ได้ทันที จากคุณสมบัติดังกล่าวทางการแพทย์จึงได้นํา MCT มาใช้เป็นแหล่งให้ไขมันให้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาของการย่อยและการดูดซึมไขมัน ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีโรคที่เกี่ยวข้องกับตับอ่อนและถุงน้ำดี รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งที่มีระบบการย่อยการดูดซึมไม่ดี อาการของผู้ที่มีปัญหาการย่อยและการดูดซึมไขมัน จะพบลักษณะ ผิวหนัง ขน หรือผมแห้ง หรือ อุจจาระจะมีลักษณะนุ่มเป็นมันคล้ายครีมเนย มีกลิ่นเหม็น มาก มีลักษณะเบา ลอยน้ำ และมองเห็นหยดน้ำมันแยกออกมาเป็นบางส่วน (steatorrhea)</p>
<p>ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งที่มีระบบการย่อยการดูดซึมที่ไม่ดี ควรได้รับอาหารจำพวกไขมันในรูป MCT ส่วนข้อควรระวังในการได้รับ MCT ในระยะเวลา นานกว่า 2 สัปดาห์หรือ ปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ อาจทำให้ขาดกรดไขมันที่จำเป็นที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ต้องอาศัยการกินเข้าไปร่างกายต้องการไขมันที่จำเป็นเพื่อสร้างความสมดุลย์ของร่างกายหรืออาจส่งผลให้เกิดการถ่ายเหลว (diarrhea) ได้ ทั้งนี้หากผู้ป่วยมะเร็งได้รับ MCT ในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุลได้</p>
<p>กล่าวโดยสรุป ไขมัน MCT สามารถย่อยและดูดซึมง่าย ใช้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยการดูดซึม ใช้ในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมตามดุลพินิจของแพทย์ และควรได้รับกรดไขมันที่จำเป็นร่วมด้วย ในผู้ป่วยมะเร็งที่รับประทานอาหารได้น้อยอันเนื่องจากผลข้างเคียงจากการรักษาหรือพยาธิสภาพของโรค การเสริมด้วยอาหารหรือใช้อาหารทางการแพทย์ ที่มีสัดส่วนของสารอาหารทั้ง ปริมาณโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันจำเป็นและไขมัน MCT วิตามิน และแร่ธาตุ ที่เหมาะสม ระหว่างมื้อหรือให้ทางสายให้อาหารแก่ผู้ป่วย จะมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งมีภาวะโภชนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>สิริพันธ์ จุลกรังคะ. โภชนศาสตร์เบื้องต้น. สำนักพิมพ์เกษตรศาตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3, 2545<br />
สุจินดา ริมศรีทอง. พยาธิสรีรวิทยาทางการพยาบาล เล่ม 1.สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพิมพ์ครั้งที่ 4, 2554</p>
<p>และ ขอขอบคุณ LINK ที่ http://www.thai-otsuka.co.th/index.php/th/in/health-info-th/info-health#</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้ทันโรคตับ</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Jun 2016 00:54:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[audio]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>
		<category><![CDATA[shortcode]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://aplus-pharmacy.com/2016/?p=4341</guid>
		<description><![CDATA[โภชนาการในผู้ป่วยโรคตับ มาทำความรู้จักโรคตับแข็งกันก่อนดีกว่า ตับมีหน้าที่ทำลายของเสียออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโรค สร้างสารเพื่อให้เลือดแข็งตัว สร้างน้ำดีเพื่อย่อยอาหารและดูดซึมวิต&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โภชนาการในผู้ป่วยโรคตับ</strong></p>
<p><strong>มาทำความรู้จักโรคตับแข็งกันก่อนดีกว่า</strong><br />
ตับมีหน้าที่ทำลายของเสียออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโรค สร้างสารเพื่อให้เลือดแข็งตัว สร้างน้ำดีเพื่อย่อยอาหารและดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรับที่ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างของตับ โดยปกติเนื้อตับจะนุ่ม แต่ถ้ามีอาการอักเสบ หรืออันตรายต่อตับเนื้อตับจะถูกทำลายกลายเป็นพังผืด ซึ่งจะทำให้ไปเบียดเนื้อตับที่ดีและทำให้เลือดไปเลี้ยงตับน้อยลง ถ้ามีการทำลายเซลล์ตับอย่างเรื้อรัง จนมีพังผืดเกิดขึ้นมาก เนื้อตับที่เคยนุ่มจะค่อยๆ แข็งขึ้น จนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด ส่งผลให้สมรรถภาพการทำงานของตับลดลงซึ่งนำมาสู่สุขภาพร่างกายแย่ลง</p>
<p><strong>จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคตับแข็ง<br />
</strong>ในระยะเริ่มแรก มักไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน อาจมีเพียงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย ต่อมาจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเป็นบางครั้ง น้ำหนักตัวลด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย ตัวและตาเหลือง เนื้อจากตับไม่สามารถขับน้ำดี จึงมีการสะสมน้ำดีตามผิวหนังจนมีสีออกเหลืองๆ และยังทำให้มีอาการคันตามตัวได้ ความรู้สึกทางเพศลดลง ในผู้หญิงอาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง</p>
<p>ในระยะที่สอง เมื่อเป็นโรคตับแข็งอยู่หลายปี จะมีอาหารท้องมาน เท้าบวม พังผืดที่ดึงรั้งในตับก็จะมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ มีแรงดันในเลือดเพิ่มมากขึ้น เกิดการแตกแขนงเป็นเส้นเล็กๆ ซึ่งจะเปราะบาง และแตกได้ง่ายเห็นเป็นหลอดเลือดพองที่หน้าท้อง เกิดหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร ซึ่งอาจจะแตกทำให้อาเจียนเป็นเลือดสดๆ ทำให้เสียเลือดมาก อาจจะช็อกถึงตายได้</p>
<p>ในระยะสุดท้าย เมื่อตับทำงานไม่ได้ ที่เรียกว่าตับวาย ก็จะเกิดอาการทางสมอง ซึม เพ้อ ไม่ค่อยรู้ตัว จนหมดสติได้</p>
<p><strong>จะวินิจฉัยโรคได้อย่างไร<br />
</strong>menu arrowblue ในการวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและตรวจร่างกาย เพื่อหาสิ่งที่แสดงว่าเป็นตับแข็งหรือไม่ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องและเท้าบวม ฝ่ามือแดง มีจุดแดงตามตัว ตับมีผิวแข็งขรุขระ ขอบไม่เรียบ</p>
<p>menu arrowblue การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ ความผิดปกติที่อาจพบได้ คือ โปรตีนชนิด albumin ต่ำ มีการคั่งของน้ำดี อัลตร้าซาวด์พบตับมีขนาดเล็กลงและผิวขรุขระ บางรายอาจตรวจได้ด้วยเครื่องมือ FIBROSCAN หรือเจาะเนื้อตับ</p>
<p>เหตุใดผู้ป่วยตับแข็งจึงมีปัญหาด้านโภชนาการ<br />
เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มักมีอาการเบื่ออาหารร่วมอยู่ด้วย หรือรับประทานอาหารแล้วเกิดอาการแน่นท้องจากการมีน้ำในช่องท้องมากเกินปกติ</p>
<p>นอกจากนี้การดูดซึมอาหารต่างๆ ในระบบทางเดินอาหารยังมีความบกพร่องร่วมกับการที่ตับทำงานไม่ดี จึงทำให้โปรตีนในเลือดลดต่ำลง การย่อยอาหารประเภทไขมันผิดปกติด้วย ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาด้านโภชนาการ</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงของระบบเผาพลาญอาหารที่เกิดในภาวะตับแข็ง<br />
ในผู้ป่วยตับแข็ง ต้องมีการระวังอย่างมาก เวลาอดอาหาร จะเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ แต่ถ้าได้อาหารมากเกินไป ก็จะเป็นเหตุให้เกิดระดับน้ำตาลสูงได้มาก</p>
<p><strong>หลักการให้การเสริมภาวะโภชนาการแต่ผู้ป่วยตับแข็ง</strong><br />
menu row การเสริมภาวะโภชนาการ ในผู้ป่วยตับแข็งเริ่มต้นต้องให้พลังงานให้เพียงพอก่อน ถ้าผู้ป่วยเป็นตับแข็งขั้นแรก ให้คำนวณปริมาณพลังงานเหมือนคนปกติ คือวันละประมาณ 20-25 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวัน หากเป็นระยะสุดท้ายให้เพิ่มปริมารพลังงานอีกร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ต้องการในคนปกติ</p>
<p>menu row กรณีที่ผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล หรือกรณีที่มีภาวะขาดอาหารอยู่แล้ว กรรีเช่นนี้สามารถให้พลังงานได้ถึง 40 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวัน โดยประมาณวันละ 2,000 – 2,400 กิโลแคลอรี โดยสัดส่วนอาหารยังคงให้ตามเดิมคือ ปริมาณครึ่งหนึ่งของอาหารเป็นแป้ง และอีกหนึ่งในสามเป็นไขมัน ส่วนที่เหลือเป็นโปรตีน<br />
menu row กรณีที่ผู้ป่วยได้รับไขมันแล้วเกิดท้องเสีย วิธีแก้ไขคือ การให้น้ำมันชนิด medium chain triglyceride (MCT) โดยจะให้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะในอาหารแต่ละมื้อ โดยใช้วิธีการปรุงร่วมกับอาหาร เช่น ใส่ลงไปในผัดผัก หรือใส่ในข้ามต้น 1 ช้อนชา เล็กน้อยแทนน้ำมันเจียว</p>
<p><strong>ความสำคัญของอาหารโปรตีน</strong><br />
ในปัจจุบันนี้ การจำกัดโปรตีนในผู้ป่วยตับแข็งมี่ข้อบ่งชี้เพียงกรณีเดียวคือ ช่วงที่ผู้ป่วยต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากภาวะซึม สับสน</p>
<p>หากผู้ป่วยเป็นตับแข็งขั้นต้น ควรรับประทานเนื้อสัตว์ปริมาณประมาณเท่ากับ 1 ฝ่ามือของผู้ป่วยแต่ละรายในแต่ละวัน<br />
หากผู้ป่วยเป็นตับแข็งระยะที่เป็นมาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องรับประทานเนื้อสัตว์ปริมาณประมาณวันละ 2 ฝ่ามือของผู้ป่วยแต่ละราย หรือรับประทานเนื้อสัตว์วันละ 1 ฝ่ามือร่วมกับไข่มือละ 1 ฟอง</p>
<p><strong>ข้อจำกัดของการให้โปรตีน</strong><br />
คือ ผู้ป่วยจะมีอาการอืด แน่ท้องมากขึ้น วิธีแก้ไขอันดับแรกคือ เปลี่ยนมับประทานโปรตีนจากพืชแทน แต่ข้อเสียของโปรตีนจากพืช คือ ต้องให้ปริมาณมากรสชาติไม่อร่อย รับประทานยาก และทำให้เกิดแก๊สในลำไส้มาก</p>
<p>โปรตีนจากพืชที่ดีที่สุด คือ ถั่วเหลือง เช่นน้ำเต้าหู้ เต้าฮวย ขนมถั่วแปบ เป็นต้น โปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ดีคือ สาหร่าย</p>
<p><strong>สำหรับการให้วิตามินและเกลือแร่</strong><br />
สิ่งที่ต้องระวัง คือ การให้ธาตุเหล็ก จะให้เฉพาะในรายที่ขาดเท่านั้น เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นตัวเร่งการเกิดพังผืดในตับ ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ควรให้วิตามินบีเสริมด้วยและเกลือแร่ที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง คือ สังกะสี ซึ่งมักจะขาดได้บ่อย โดยผู้ป่วยที่ขาดนั้นจะทำให้การรับรู้รสของลิ้นเสียไป จึงต้องมีการให้สังกะสีและวิตามินเสริม เพื่อเพิ่มความอยากอาหารให้ผู้ป่วยด้วย</p>
<p>สิ่งที่ต้องเน้นแก่ผู้ป่วยตับแข็งอีกอย่างหนึ่งคือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ถ้ารับประทานอาหารที่ไม่สุก ไม่สะอาด โดยเฉพาะอาหารทะเล จะเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง ซึ่งอาจทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น<br />
พญ. วิภากร เพิ่มพูล<br />
อายุรกรรมทางเดินอาหารและตับ<br />
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์</p>
<p>และขอขอบคุณLink ที่ http://www.thai-otsuka.co.th/index.php/th/in/health-info-th/info-health2</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้ทันโรคมะเร็ง</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Jun 2016 00:50:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[audio]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>
		<category><![CDATA[shortcode]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://aplus-pharmacy.com/2016/?p=4338</guid>
		<description><![CDATA[โรคมะเร็ง ร่างกายเราประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ อวัยวะจะประกอบด้วยเซลล์ กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างและทำหน้าที่เหมือนกันรวมตัวกันจะเป็นอวัยวะ หลายอวัยวะมาทำงานร่วมกันเป็นระบบ หลายๆ ระบบทำงานร่วมกันเป็นร่างก&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคมะเร็ง</strong></p>
<p>ร่างกายเราประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ อวัยวะจะประกอบด้วยเซลล์ กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างและทำหน้าที่เหมือนกันรวมตัวกันจะเป็นอวัยวะ หลายอวัยวะมาทำงานร่วมกันเป็นระบบ หลายๆ ระบบทำงานร่วมกันเป็นร่างกายของคนเรา เซลล์ต่างๆ จะมีอายุเมื่อตายก็จะมีเซลล์ใหม่เจริญทดแทนเซลล์เก่า</p>
<p>เซลล์ที่สร้างใหม่ไม่หยุดเราเรียก เนื้องอก ซึ่งแบ่งเป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงหรือทางการแพทย์เรียก Benign tumor ส่วนมะเร็งที่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆเรียก มะเร็ง</p>
<p>ชนิดของมะเร็ง</p>
<p>ชนิดของมะเร็งจะแบ่งตามชนิดของเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิด เช่น</p>
<p>carcinomas เซลล์ต้นกำเนิดเกิดเซลล์บุผิว (epithelium) มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 85<br />
Sarcomas เป็นมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อผูกพัน(connective tissue) เช่นกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน<br />
leukemia/lymphoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือด<br />
มะเร็งอื่นๆ เช่น มะเร็งสมอง<br />
คนเราเป็นโรคมะเร็งชนิดไหนมาก</p>
<p>ผู้ชายเราพบมะเร็ง<br />
มะเร็งปอด 19%<br />
มะเร็งต่อมลูกหมาก 17%<br />
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 14%<br />
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 7%</p>
<p>ผู้หญิง<br />
มะเร็งเต้านม 29%<br />
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 12%<br />
มะเร็งปอด 11%<br />
มะเร็งรังไข่ 5%<br />
การรักษาโรคมะเร็ง</p>
<p><strong>การเฝ้าติดตาม</strong><br />
เมื่อบอกว่าเป็นมะเร็งคนทั่วไปมักจะคิดว่าต้องผ่าตัด หรือให้เคมีบำบัด แต่มีมะเร็งบางประเภทที่ไม่แพร่กระจาย และเจริญเติบโตช้ามาก การรักษาจึงเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของมะเร็ง</p>
<p><strong>การผ่าตัด</strong><br />
การผ่าตัดจะผ่าเอาเนื้องอกออกจากร่างกายนอกจากนั้นบางรายอาจจะต้องผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายออกให้หมด</p>
<p><strong>การฉายแสง</strong><br />
คือการใช้รังสีรักษาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งแต่มีผลกับเซลล์ปกติน้อย อาการข้างเคียงคืออาการอ่อนเพลียไม่มีแรง</p>
<p><strong>เคมีบำบัด</strong><br />
คือการให้สารเคมีหรือยาที่ทำลายเซลล์มะเร็งมีทั้งยาเม็ด ยาน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นยาฉีด มะเร็งบางชนิดให้ยาเพียงชนิดเดียวแต่ส่วนใหญ่จะใช้ยาสองชนิดขึ้นไป</p>
<p><strong>การให้ฮอร์โมน</strong><br />
มะเร็งบางชนิดจะแบ่งตัวเมื่อมีฮอร์โมนการให้ยาเพื่อเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโต ส่วนใหญ่จะใช้รักษามะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ ที่ http://www.thai-otsuka.co.th/index.php/th/in/health-info-th/info-health3#</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้ทันโรคเบาหวาน</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Jun 2016 00:47:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[audio]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>
		<category><![CDATA[shortcode]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://aplus-pharmacy.com/2016/?p=4335</guid>
		<description><![CDATA[โรคเบาหวาน โรคเบาหวาน ถือเป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวานนี้มากถึง 2-3 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยโรคเบาหวานจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโรค&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคเบาหวาน</strong></p>
<p>โรคเบาหวาน ถือเป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวานนี้มากถึง 2-3 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยโรคเบาหวานจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโรคที่คุกคามคนไทยพบได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม มีคนอีกจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานแต่ไม่รู้ตัว ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ป่วยได้ปล่อยให้โรคลุกลามจนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ดังนั้น วันนี้ลองมาสำรวจดูว่าคุณอยู่ในข่ายเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ พร้อมๆ กับทำความเข้าใจโรคเบาหวานนี้อย่างถูกต้องกันค่ะ</p>
<p>โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus) เกิดจากตับอ่อนสร้าง &#8220;ฮอร์โมนอินซูลิน&#8221;(Insulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอน้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานหรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า &#8220;เบาหวาน&#8221; นั่นเอง</p>
<p>ทั้งนี้ โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด และเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยพ่อแม่ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ นอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ก็มีส่วนสำคัญต่อการเกิดเบาหวานด้วย เช่น อ้วนเกินไป (หรือกินหวานมากๆ จนอ้วน ก็อาจเป็นเบาหวานได้) มีลูกดก หรือเกิดจากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์, ยาขับปัสสาวะ, ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย เป็นต้น</p>
<p>ลักษณะโดยทั่วไปของผู้ป่วย โรคเบาหวาน จะมีอาการปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไตจะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ และด้วยความที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ จึงทำให้อวัยวะต่างๆ เกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ ที่ http://www.thai-otsuka.co.th/index.php/th/in/health-info-th/info-health4</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คืออะไร ?</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Apr 2016 09:01:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://192.168.0.101/user22/WORDPRESS/wordpress-3.9.1/wordpress/?p=3015</guid>
		<description><![CDATA[วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินคือสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน รวมทั้งการสร้างเนื้อเยื่อและการซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกายก็จำเป็นต้องใช้วิตามินเป็นตัวขับเคลื่อ&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://aplus-pharmacy.com/2016/wp-content/uploads/2014/06/vitamins.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-4170" src="http://aplus-pharmacy.com/2016/wp-content/uploads/2014/06/vitamins.jpg" alt="vitamins" width="900" height="597" /></a></p>
<p><u>วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร</u></p>
<p>วิตามินคือสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน รวมทั้งการสร้างเนื้อเยื่อและการซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกายก็จำเป็นต้องใช้วิตามินเป็นตัวขับเคลื่อนปฏิกิริยาทางชีวเคมีของเซลล์ ร่างกายต้องการวิตามินในปริมาณที่น้อย ส่วนใหญ่ได้จากอาหารที่เรารับประทานในแต่ละวัน วิตามินส่วนน้อยร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ เช่น วิตามินดี และเค วิตามินบี 7 หรือไบโอติน ผู้ที่ควรได้รับวิตามินเสริม ได้แก่ เด็กและสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยและผู้ป่วยพักฟื้น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับหรือพักผ่อนน้อย ผู้ที่ขาดสารอาหารหรือมีปัญหาเรื่องการดูดซึมสารอาหาร ผู้ที่ทานมังสวิรัติ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่<span id="more-3015"></span></p>
<p>วิตามินมีทั้งหมด 13 ชนิด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ วิตามินที่ละลายในน้ำ (วิตามินบี และ ซี) และวิตามินที่ละลายในไขมัน (วิตามิน เอ ดี อี และเค) วิตามินที่ละลายในน้ำหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะและเหงื่อจึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารทุกวัน ส่วนวิตามินที่ละลายในไขมันจะถูกเก็บสะสมไว้ในเนื้อเยื่อไขมันหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะถูกเก็บสะสมมากขึ้นจนถึงระดับที่เป็นพิษได้</p>
<p>ลองมาดูกันว่าวิตามินแต่ละชนิดพบได้ในอาหารประเภทไหน และปริมาณที่คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปควรบริโภคประจำวัน (Thai Recommended Daily Intake หรือ Thai RDI) เป็นเท่าไหร่ ได้จากตารางข้างล่าง</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td width="55">วิตามิน</td>
<td width="241">หน้าที่</td>
<td width="149">แหล่งที่พบ</td>
<td width="53">Thai RDI*</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">ซี</td>
<td width="241">§  กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูกอ่อน เอ็น ผนังหลอดเลือด§  ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดรอยแผลเป็น§  ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน§  ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์ตาย ชะลอกระบวนการ aging</td>
<td width="149">ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียว</td>
<td width="53">60 mg</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="4" width="498">วิตามินบี มีด้วยกันหลายชนิด มีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายทั้ง ระบบประสาท ผิวหนัง อวัยวะต่างๆ รวมทั้งเม็ดเลือด วิตามินบีช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลกลูโคสซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับเซลล์ และช่วยให้ร่างกายใช้ไขมันและโปรตีน เป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยาทางชีวเคมีหลายอย่าง</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 1(ไธอามิน)</td>
<td width="241">§  ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ§  ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ในรูปของ ATP§  เสริมภูมิคุ้มกันโรค บรรเทาอาการเครียด</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป ข้าวซ้อมมือ บริเวอร์ยีสต์</td>
<td width="53">1.5 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 2(ไรโบฟลาวิน)</td>
<td width="241">§  จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการสร้างเม็ดเลือดแดง§  บำรุงผิวหนัง ผม เล็บ ต้านอนุมูลอิสระที่ทำร้ายเซลล์§  ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนวิตามินบี 6 และโฟเลทให้อยู่ในรูปที่นำไปใช้ได้</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป บริเวอร์ยีสต์</td>
<td width="53">1.7 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 3(ไนอะซิน)</td>
<td width="241">§  ช่วยระบบไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากต่อมหมวกไตและส่วนอื่นๆของร่างกาย</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป บริเวอร์ยีสต์</td>
<td width="53">20 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 5(แพนโทเทนิค เอซิด)</td>
<td width="241">§  ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ช่วยให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้นเมื่อให้ร่วมกับวิตามินซี§  ช่วยให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากต่อมหมวกไต รวมทั้งการสร้างเม็ดเลือดแดงและโคเลสเตอรอล§  ช่วยบรรเทาอาการเครียด ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป บริเวอร์ยีสต์</td>
<td width="53">6 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 6(ไพริด๊อกซิน)</td>
<td width="241">§  จำเป็นต่อการพัฒนาสมองและการทำงาน สร้างสารสื่อประสาทซีโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรินซึ่งควบคุมอารมณ์ รวมทั้งเมลาโทนินซึ่งควบคุมการนอนหลับ§  ช่วยคงระดับของโฮโมซิสเตอินในเลือดซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจ โดยทำงานร่วมกับวิตามินบี 12 และบี 9§  ช่วยในการดูดซึมวิตามินบี 12 สร้างเม็ดเลือดแดงและเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป บริเวอร์ยีสต์</td>
<td width="53">2 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 7(ไบโอติน)</td>
<td width="241">§  ทำให้ผมและเล็บแข็งแรง§  ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และกรดอะมิโน§  จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์มารดา</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป บริเวอร์ยีสต์</td>
<td width="53">150 mcg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 9(โฟลิค เอซิด)</td>
<td width="241">§  จำเป็นต่อการทำงานของสมอง สุขภาพจิตและอารมณ์§  ช่วยในการสร้างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ) ขณะเซลล์หรือเนื้อเยื่อกำลังเจริญเติบโต เช่น ขณะตั้งครรภ์ วัยเด็ก วัยรุ่น§  ช่วยคงระดับของโฮโมซิสเตอินในเลือดซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจ โดยทำงานร่วมกับวิตามินบี 12 และบี 6§  ทำงานร่วมกับวิตามินบี 12 ในการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยการทำงานของธาตุเหล็กในร่างกาย</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป บริเวอร์ยีสต์</td>
<td width="53">200 mcg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">บี 12(โคบาลามิน)</td>
<td width="241">§  ทำให้เซลล์ประสาทแข็งแรง§  ทำงานร่วมกับวิตามินบี 6 และบี 9§  ช่วยในการสร้างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ)</td>
<td width="149">อาหารทั่วไป โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม</td>
<td width="53">2 mcg</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">เอ</td>
<td width="241">§  สร้างกระดูกและฟัน§  ช่วยการมองเห็นโดยเฉพาะในที่มืด§  ช่วยให้ผิวหนังและเยี่อบุแข็งแรง§  ช่วยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ การเจริญเติบโตของตัวอ่อน</td>
<td width="149">น้ำมันตับปลา ตับไก่ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว ผักหรือผลไม้ที่มีสีเหลือง/ส้ม</td>
<td width="53">2664 IU</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">ดี</td>
<td width="241">§  ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและนำไปใช้สร้างกระดูก</td>
<td width="149">น้ำมันตับปลา ปลา ไข่ ธัญพืช นมเสริมวิตามินดีผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดีได้เมื่อได้รับแสงแดดในปริมาณที่เพียงพอ</td>
<td width="53">200 IU</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">อี</td>
<td width="241">§  ต้านอนุมูลอิสระที่ทำร้ายเซลล์§  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง§  ช่วยให้ร่างกายใช้วิตามินเคได้</td>
<td width="149">จมูกข้าวสาลี ตับ ไข่ ผักใบเขียว ถั่ว น้ำมันพืชสกัดเย็น</td>
<td width="53">15 IU</td>
</tr>
<tr>
<td width="55">เค</td>
<td width="241">§  ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด</td>
<td width="149">ผักใบเขียว ไข่แดง นมแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สามารถสังเคราะห์วิตามินเคได้</td>
<td width="53">80 mcg</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>*บัญชีหมายเลข 3 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541</p>
<p><u>แร่ธาตุ</u></p>
<p>แร่ธาตุมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ เช่น เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลท์ ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อ เป็นองค์ประกอบของกระดูก เม็ดเลือดแดง เป็นต้น ช่วยการทำงานของระบบเอ็นไซม์ต่างๆ ในกระบวนการทางชีวเคมีมากมายที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้ร่างกายสร้างพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไปเพื่อให้เซลล์นำไปใช้และร่างกายดำรงอยู่ได้</p>
<p>แร่ธาตุแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณมาก เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม คลอไรด์ โปแตสเซียม และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย เช่น เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ซีลีเนียม ฟลูโอไรด์ โมลิบดินัม โครเมียม</p>
<p>แร่ธาตุจะพบในอาหารทั่วไป และโดยส่วนใหญ่จะไม่พบการขาดแร่ธาตุ ยกเว้นในสภาวะที่ร่างกายมีความต้องการแร่ธาตุเพิ่มขึ้น เจ็บป่วย หรือมีความบกพร่องในการดูดซึม</p>
<p>ตารางข้างล่างแสดงปริมาณแร่ธาตุที่คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปควรบริโภคประจำวัน (Thai Recommended Daily Intake หรือ Thai RDI)</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td width="113">แร่ธาตุ</td>
<td width="99">Thai RDI*</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">แคลเซียม</td>
<td width="99">800 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">แมกนีเซียม</td>
<td width="99">350 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">ฟอสฟอรัส</td>
<td width="99">800 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">โซเดียม</td>
<td width="99">2,400 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">คลอไรด์</td>
<td width="99">3,400 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">โปแตสเซียม</td>
<td width="99">3,500 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">เหล็ก</td>
<td width="99">15 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">ไอโอดีน</td>
<td width="99">150 mcg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">สังกะสี</td>
<td width="99">15 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">ทองแดง</td>
<td width="99">2 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">แมงกานีส</td>
<td width="99">3.5 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">ซีลีเนียม</td>
<td width="99">70 mcg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">ฟลูโอไรด์</td>
<td width="99">2 mg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">โมลิบดินัม</td>
<td width="99">160 mcg</td>
</tr>
<tr>
<td width="113">โครเมียม</td>
<td width="99">130 mcg</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<blockquote><p><u>ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร</u></p>
</blockquote>
<p>ตามประกาศ กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ.2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานนอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ ซึ่งมี<strong><u>สารอาหารหรือสารอื่น</u></strong>เป็นองค์ประกอบอยู่ในรูปเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น ซึ่งไม่ใช่รูปแบบอาหารตามปกติ (conventional foods)</p>
<h5><strong><u>สารอาหารหรือสารอื่น</u></strong> หมายถึง</h5>
<p>(1) วิตามิน กรดอะมิโน กรดไขมัน แร่ธาตุ และผลิตผลจากพืชหรือสัตว์</p>
<p>(2) สารเข้มข้น สารเมตาโบไลท์ ส่วนประกอบ หรือสารสกัดของสารใน (1)</p>
<p>(3) สารสังเคราะห์เลียนแบบสารตาม (1) หรือ (2)</p>
<p>(4) ส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างของสารใน (1) (2) หรือ (3)</p>
<p>(5) สารหรือสิ่งอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร</p>
<p><strong>ผลิตภัณฑ์อาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้พิจารณาอนุญาตไปทั้งหมดจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 6 กลุ่มดังนี้<sup>1</sup></strong></p>
<ol>
<li><strong>วิตามิน</strong></li>
<li><strong>แร่ธาตุ</strong></li>
<li><strong>กรดอะมิโน</strong></li>
<li><strong>กรดไขมัน เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6</strong></li>
<li><strong>ผลผลิตจากพืช เช่น โอลิโกฟรุกโตส เพกติน ใยอาหาร สารสกัดเมล็ดองุ่น</strong></li>
<li><strong>ผลผลิตจากสัตว์ เช่น ผงหอยนางรม สารสกัดจากเปลือก- สัตว์ทะเล น้ำมันปลา กระดูกอ่อนปลาฉลาม</strong></li>
</ol>
<p>ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอาหารที่ได้รับการกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานและฉลากต้องได้รับอนุญาตก่อนนำไปใช้ ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรตรวจสอบก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้รับอนุญาตหรือยัง และควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนบริโภค ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณหรือการบอกต่อโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรพิจารณาจากความต้องการของร่างกายว่าจำเป็นหรือไม่ สามารถได้รับจากอาหารที่รับประทานทุกวันหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนรับประทานเป็นประจำ</p>
<p><strong><em><sup>1 </sup>ดารณี หมู่ขจรพันธ์ นักวิชาการอาหารและยา 9 ชช.ด้านความปลอดภัยของอาหารและการบริโภคอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา For Quality Vol.14 No.123 หน้า 090-093</em></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวชสำอางสำหรับผิวพรรณ</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Apr 2016 08:09:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[image]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wpthemetestdata.wordpress.com/?p=568</guid>
		<description><![CDATA[เวชสำอางสำหรับผิวพรรณ คำนิยามของ “เครื่องสำอาง (cosmetics)” ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 หมายถึงวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือ กระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วน&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><u>เวชสำอางสำหรับผิวพรรณ</u></p>
<p>คำนิยามของ “เครื่องสำอาง (cosmetics)” ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 หมายถึงวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือ กระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม และ รวมตลอดถึงเครื่องประทินผิวต่างๆด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย<sup>1</sup><span id="more-568"></span></p>
<p>เวชสำอาง (cosmeceuticals) ไม่มีคำนิยามตามกฎหมาย (ไทย อเมริกา และประเทศอื่นๆ) ได้จากการเอาคำว่า cosmetics (เครื่องสำอาง) มารวมกับ pharmaceuticals (ยา) เป็น cosmeceuticals โดยบริษัทอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง (Cosmetic Industry) และ Kligman ในปี ค.ศ. 1980 ได้ให้นิยามว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณประโยชน์แก่ผิวหนัง เช่น ลดริ้วรอย ทำให้ผิวกระจ่างใส เพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ก่อให้เกิดสิว แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่จัดเป็นยา</p>
<p>ความตื่นตัวในการพัฒนาให้เครื่องสำอางเป็นมากกว่าเครื่องสำอางเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีกำลังซื้อและมีความรักสวยรักงามเป็นทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่ต้องการให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ไร้ริ้วรอย ไร้ฝ้า ไร้กระ และสิว เป็นต้น นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีการค้นคว้า พัฒนา สารออกฤทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเคมี หรือสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>การที่เวชสำอางสำหรับผิวพรรณมีการเติบโตสูงอาจเป็นเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่จะใส่ใจกับการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ เพราะผิวพรรณที่สวยงาม มีสุขภาพดี จะเสริมความมั่นใจในการพบปะผู้คน คนที่ใบหน้าเป็นสิว ฝ้าขนาดใหญ่ ตกกระจำนวนมาก มักจะมีความกังวล เครียด ไม่กล้าพบปะผู้คน ขาดความมั่นใจ จนทำให้เสียการเรียนหรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่น่าแปลกใจที่บุคคลกลุ่มนี้จะพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาใบหน้าให้ไร้สิว ฝ้า จุดด่างดำ แม้จะต้องเสียค่ารักษาเป็นจำนวนมากก็ตาม</p>
<p>เนื่องจากเวชสำอางในท้องตลาดมีมากมายหลากหลายชนิดและมีการแข่งขันสูง จึงอาจมีการโฆษณาและแสดงสรรพคุณที่เกินขอบเขตที่พ.ร.บ.เครื่องสำอางอนุญาต ผู้บริโภคจึงควรซื้อเวชสำอางที่ได้จดแจ้งกับอ.ย.แล้วเท่านั้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอางเพื่อการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาของผิวพรรณ อ่านฉลากและวิธีใช้อย่างละเอียด พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลเชิงลึกของส่วนประกอบที่สำคัญในเวชสำอางนั้นๆว่าสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ เนื่องจากเวชสำอางมักมีราคาสูงและจำเป็นต้องใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล</p>
<p><sup>1</sup> <a href="http://www.fda.moph.go.th">www.fda.moph.go.th</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Apr 2016 08:21:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>
		<category><![CDATA[status]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wpthemetestdata.wordpress.com/?p=579</guid>
		<description><![CDATA[ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม นอกจากใบหน้าที่สวยงาม แต่งแต้มให้เปล่งปลั่งสมวัย คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าเส้นผมก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้เรามีความมั่นใจที่จะพบปะผู้คน คนที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้า&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><u>ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม</u></p>
<p>นอกจากใบหน้าที่สวยงาม แต่งแต้มให้เปล่งปลั่งสมวัย คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าเส้นผมก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้เรามีความมั่นใจที่จะพบปะผู้คน คนที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้านจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เส้นผมกลับมามีสุขภาพดีดังเดิมเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมโดยส่วนใหญ่จะเน้นแก้ไขปัญหาผมร่วง ผมบาง<span id="more-579"></span></p>
<p>ก่อนอื่นเราควรทราบว่าธรรมชาติและวงจรชีวิตของเส้นผมเป็นอย่างไร</p>
<p>เส้นผมมีด้วยกัน 3 ระยะ ได้แก่ Anagen, Catagen, Telogen ระยะ Anagen คือ ระยะที่เส้นผมมีการเจริญเติบโตโดยการงอกยาวขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยประมาณ 2-6 ปี จากนั้นจะเข้าสู่ระยะ Catagen คือ ระยะที่เส้นผมหยุดเจริญ และเข้าสู่ระยะ Telogen ซึ่งเป็นระยะที่เส้นผมเตรียมหลุดร่วงโดยใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน รากผมจึงแยกตัวจากกระเปาะรากผมแล้วหลุดร่วงไปในที่สุด ผมที่ร่วงเกินวันละ 90 เส้นโดยประมาณจัดว่าผิดปกติ</p>
<p>สาเหตุหลักที่ทำให้ผมร่วงหรือบาง มี 3 สาเหตุหลักด้วยกัน คือ<sup>1</sup></p>
<ol>
<li>ฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone) เนื่องจากพันธุกรรมทำให้มีฮอร์โมนชนิดที่มากที่เส้นผม ส่งผลให้วงจรชีวิตของเส้นผมสั้นลง ทำให้กระเปาะผมเล็กลงจนในที่สุดทำให้ผมร่วง</li>
<li>เลือดมีการไหลเวียนไปที่รากผมไม่ทั่วถึงทำให้รากผมอ่อนแอและหลุดร่วงในที่สุด รากผมจะขาดสารอาหารและออกซิเจนเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เส้นผมหยุดการเจริญเร็วกว่าปกติ รากผมเริ่มฝ่อลงและตายในที่สุด เส้นผมจะมีการหลุดร่วงพร้อมๆกัน และผมเส้นใหม่ก็ไม่สามารถงอกขึ้นมาแทนได้ ทำให้เกิดผมบาง ศีรษะล้านได้ ความเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เส้นเลือดหดตัวและเลือดไปเลี้ยงรากผมลดลง</li>
<li>สารยึดเหนี่ยวระหว่างรากผมและหนังศีรษะถูกทำลายทำให้เส้นผมหลุดร่วงง่าย รากผมจะยึดกับหนังศีรษะโดยมีสารยึดเหนี่ยวที่เรียกว่า Epithelium Sheath ยึดไว้ โดยสารยึดเหนี่ยวนี้ประกอบไปด้วย Laminin 5 และ Collagen IV เป็นหลัก ถ้าไม่แข็งแรงเส้นผมก็จะหลุดร่วงง่ายจนผมบางได้</li>
</ol>
<p>การรักษาอาการผมร่วง ผมบางนั้นจำเป็นที่จะต้องรักษาที่ต้นเหตุทั้ง 3 สาเหตุเพื่อให้เส้นผมที่สร้างขึ้นใหม่นั้นแข็งแรงและไม่หลุดร่วงง่าย</p>
<p><sup>1</sup>ข้อมูลจากบริษัท Nutramedica จำกัด</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การรับประทานโปรตีนเสริม จำเป็นกับใครบ้าง</title>
		<link>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Apr 2016 08:36:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[audio]]></category>
		<category><![CDATA[Post Formats]]></category>
		<category><![CDATA[shortcode]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wpthemetestdata.wordpress.com/?p=587</guid>
		<description><![CDATA[การรับประทานโปรตีนเสริม จำเป็นกับใครบ้าง โดย ภก. ขวัญชัย นันทะโย &#124; 10/07/2558 (จาก www.megawecare.co.th) &#160; การรับประทานโปรตีนเสริม จำเป็นกับใครบ้าง โปรตีน เป็นสารอาหารหมู่หนึ่งในห้าหมู่ที่จำเป็นต&#8230; <a class="read-more-link" href="https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4/">Read More</a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การรับประทานโปรตีนเสริม จำเป็นกับใครบ้าง</strong><br />
<strong>โดย ภก. ขวัญชัย นันทะโย | 10/07/2558 (จาก www.megawecare.co.th)</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การรับประทานโปรตีนเสริม จำเป็นกับใครบ้าง</strong></p>
<p><strong>โปรตีน</strong> เป็นสารอาหารหมู่หนึ่งในห้าหมู่ที่จำเป็นต่อร่างกาย อาหารประเภทโปรตีนนี้ร่างกายได้รับมาจากทั้งพืชและสัตว์ โดยหน่วยย่อยของโปรตีนคือ กรดอะมิโน ร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อการเจริญเติบโต สารโปรตีน จึงมีความสำคัญต่อร่างกายมากที่สุด ทั้งนี้เพราะเลือด กล้ามเนื้อ ผิวหนัง เล็บ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ล้วนมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ<span id="more-587"></span></p>
<p><strong>ใครบ้างที่ควรรับประทานโปรตีนเสริม</strong></p>
<ul>
<li>ผู้สูงอายุทุกคน สังเกตได้ว่าผู้สูงอายุมักมีโอกาสเกิดการขาดอาหาร อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น มีภาวะเบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย ไม่ชอบเคี้ยวเนื้อสัตว์อาจเพราะมีปัญหาเรื่องฟัน</li>
<li>ผู้ป่วยระยะพักฟื้น หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือผ่านการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยมีการผ่าตัดอวัยวะชิ้นต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องการโปรตีนในปริมาณสูงมากเพื่อซ่อมแซมตัวเอง แต่ในช่วงที่ป่วยกลับไม่สามารถรับประทานอาหารได้มากเหมือนปกติ ก็จะยิ่งทำให้ฟื้นฟูตัวเองได้ช้า</li>
<li>ผู้ป่วยที่ต้องการเพิ่มภูมิต้านทานโดยเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีความจำเป็นต้องได้รับโปรตีนปริมาณสูงเพื่อช่วยเสริมเม็ดเลือดทั้งเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง จึงจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้</li>
<li>เด็กที่ไม่ได้รับประทานนมมารดา หรือมีปัญหาแพ้นมวัว ซึ่งทำให้มีทางเลือกในการเสริมโปรตีนได้น้อยลง การรับประทานโปรตีนไม่เพียงพออาจทำให้เด็กวัยนี้เจ็บป่วยบ่อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน</li>
</ul>
<p><strong>อาการที่สังเกตได้ว่า ควรรับประทานโปรตีนเสริม</strong></p>
<ul>
<li>ลักษณะร่างกายดูซูบซีด ไม่สดใส หรือดูแก่ก่อนวัย รูปร่างไม่กระชับ เต่งตึงเหมือนก่อน</li>
<li>มีปัญหาผมหงอก หรือผมร่วงมากผิดปกติ อย่างไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน</li>
<li>ผิวหนังมีลักษณะหยาบกร้าน รวมถึงเล็บดูแห้งและฉีกขาดได้ง่าย</li>
<li>รู้สึกห่อเหี่ยว ไม่กระฉับกระเฉง สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดช้าหรือคิดไม่ออก</li>
<li>ป่วยบ่อย และใช้เวลานานกว่าปกติจึงจะหายจากความเจ็บป่วยนั้น</li>
</ul>
<p><strong>ประโยชน์ของโปรตีนที่มีต่อร่างกาย</strong></p>
<ol>
<li>เป็นโครงสร้างหลักของร่างกายในส่วนของกล้ามเนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น</li>
<li>เป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงในการนำส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย</li>
<li>สร้างความเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้แก่ร่างกาย</li>
<li>สร้างน้ำย่อย ฮอร์โมน น้ำนม และสารภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย</li>
<li>ช่วยรักษาความสมดุลของกรดและด่างของร่างกาย ซึ่งสำคัญต่อปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกาย</li>
<li>ช่วยรักษาความสมดุลของน้ำในหลอดเลือด เนื้อเยื่อ และเซลล์ ถ้าร่างกายขาดโปรตีนนานๆ  จะทำให้เลือดใสหรือมีภาวะเลือดจาง เนื่องจากน้ำจากเลือดจะถูดดูดซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการบวมทั่วไป คนขาดโปรตีนจึงมีอาการบวมตามตัว</li>
<li>ให้พลังงานแก่ร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายขาดพลังงาน จากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน โดยโปรตีน 1 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 4 กิโลแคลอรี่<strong> </strong></li>
</ol>
<p><strong>แหล่งอาหารโปรตีนที่เราควรเลือกรับประทาน</strong></p>
<p>อาหารที่เป็นแหล่งของโปรตีนมีหลากหลาย เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ เป็นต้น ความแต่งต่างของคุณภาพโปรตีนจากแหล่งต่างๆ ตามตารางที่แสดงไว้  สรุปได้ว่าการรับประทานเวย์โปรตีนไอโซเลทจะให้ปริมาณโปรตีนเข้าสู่ร่างกายได้มากถึง 90% เมื่อเทียบกับอาหารที่รับประทานเข้าไป 100% และไม่มีไนโตรเจนเหลือให้กำจัดออกจากร่างกายเลย</p>
<p>Ref: U.S Dairy Export Council, Reference Manual for U.S. Whey Products 2nd Edition, 1999 and Sarwar, 1997.<strong> </strong></p>
<p><strong>เวย์โปรตีน</strong><strong>ไอโซเลทเป็นทางเลือกของการรับประทานโปรตีนเสริม</strong></p>
<p>ปัจจุบันมีการเลือกใช้เวย์โปรตีนเป็นแหล่งอาหารที่ให้คุณค่าและเป็นทางเลือกของการทดแทนการขาดโปรตีน</p>
<p>เวย์โปรตีน คือ โปรตีนที่สกัดจากนมวัว โดยนำน้ำนมวัวที่คัดแยกจากกระบวนการทำเนยแข็งมาสกัดส่วนที่เป็น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ออกให้เหลือส่วนที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่เข้มข้น จากนั้นนำมาผ่านกระบวน การทำให้แห้งเพื่อให้อยู่ ในรูปผงพร้อมชงดื่ม ทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่</p>
<ol>
<li>เวย์โปรตีนคอนเซนเตรต (Whey Protein Concentrate : WPC) มีความเข้มข้นของโปรตีนที่ 29-89%</li>
<li>เวย์โปรตีนไอโซเลต (Whey Protein Isolate : WPI) เป็นโปรตีนที่ผ่านกระบวนการแยกแลคโตสและไขมันออก มีความเข้มข้นของโปรตีน 97-98%</li>
<li>เวย์โปรตีนไฮโดรไลเซต (Whey Protein Hydrolysate : WPH) เป็นโปรตีนที่ถูกย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด นิยมใช้สำหรับการให้อาหารทางเส้นเลือด</li>
</ol>
<p><strong>ข้อดีของการใช้</strong><strong>เวย์โปรตีน</strong><strong>ไอโซเลตเป็นทางเลือกเพื่อรับประทานโปรตีนเสริม</strong></p>
<ol>
<li>เวย์โปรตีนไอโซเลทย่อยง่ายและดูดซึมไปใช้ในร่างกายได้ดีที่สุดเมื่อเทียบโปรตีนจากแหล่งอื่น เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยพักฟื้นที่ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้เหมือนปกติ และกระบวนการดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่เต็มที่</li>
<li>เป็นแหล่งที่ให้ปริมาณโปรตีนที่สูงสุดเมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่น</li>
<li>สำหรับผู้ที่ดื่มนมวัวแล้วมีอาการท้องเสียนั้น เนื่องจากเวย์โปรตีนไอโซเลทไม่มีน้ำตาลแลคโตสเหลืออยู่ จึงรับประทานได้ในผู้ที่ไม่มีน้ำย่อยน้ำตาลแลคโตส</li>
<li>ผู้ที่ดื่มนมวัวแล้วมีอาการแพ้หรือมีผื่นขึ้นเพราะร่างกายแพ้โปรตีนเคซีนที่อยู่ในน้ำนมวัว แต่เนื่องจากกระบวนการผลิตเวย์โปรตีนไอโซเลท มีการสกัดเคซีนออกทั้งหมด ทำให้ดื่มได้ในผู้ที่มีอาการแพ้นมวัว</li>
</ol>
<p><strong>ความต้องการโปรตีนของแต่ละบุคคล</strong></p>
<p>คนเราต้องการโปรตีนในแต่ละวันมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับปัจจัย 2 ประการ คือ อาหารที่รับประทานมีปริมาณและคุณภาพของโปรตีนอย่างไร และตัวผู้รับประทานอายุเท่าไร ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่หรือเปล่า ตลอดจนมีอาการเจ็บป่วยอยู่หรือไม่ ความต้องการของโปรตีนจะลดลงตามอายุ</p>
<p><strong>ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากการรับประทาน</strong><strong>เวย์โปรตีน</strong><strong>ไอโซเลทในการดูแลสุขภาพ</strong></p>
<ol>
<li>เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย สำหรับคนทุกวัย</li>
<li> สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อยลง หรือรับประทานอาหารไม่หลากหลายเช่น มีภาวะเบื่ออาหารหรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งอาจมีโอกาสขาดประโยชน์จากโปรตีน การเสริมเวย์โปรตีนไอโซเลทจะช่วยป้องกันการขาด และการดูดซึมโปรตีนเข้าไปในร่างกายทำได้ดี</li>
<li>สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยหรือเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ จะช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพและความสามารถของร่างกายในผู้ที่อ่อนเพลีย และช่วยให้หายจากความเจ็บป่วยได้เร็วขึ้น</li>
<li>สำหรับผู้ป่วยด้วยกลุ่มโรคที่ต้องการโปรตีนปริมาณสูง เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดทั้งเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง เช่น โรคตับ โรคมะเร็ง หรือโรคเอดส์ เป็นต้น</li>
<li>สำหรับเด็กเล็กที่ไม่ได้รับประทานนมแม่ หรือเด็กที่แพ้นมวัว สามารถรับประทานเสริมจากนมทดแทนที่เด็กรับประทานอยู่</li>
<li>เป็นแหล่งของการสร้างกล้ามเนื้อในร่างกาย และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยปราศจากไขมัน</li>
</ol>
<p><strong>ตัวอย่างการใช้</strong><strong>เวย์โปรตีน</strong><strong>ไอโซเลตในทางการแพทย์</strong></p>
<p>ในผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปมีการศึกษาในปี 2541 มีข้อมูลว่าการได้รับกรดอะมิโนที่ครบถ้วนจากการรับประทานโปรตีนเสริม จะช่วยลดปัญหากล้ามเนื้อของผู้สูงอายุที่มักจะลีบเล็กลงตามวัยที่เพิ่มขึ้นได้</p>
<p>สำหรับเด็กเล็กที่มีปัญหาหอบหืดเนื่องจากหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ การได้รับเวย์โปรตีนวันละ 2 ครั้งต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพการทำงานของปอด และลดการหลั่งสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดลงได้</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการ<strong>เปิดเผยงานวิจัยโดยใช้</strong><strong>เวย์โปรตีน</strong><strong>ไอโซเลตเสริมอาหารให้กับผู้ป่วยโรคตับอักเสบจากการคั่งสะสมของไขมันในตับที่มิได้มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์</strong> โดยได้เริ่มทำการวิจัยตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2550 มีกลุ่มเป้าหมายการวิจัยเป็นผู้ป่วยที่มีไขมันสะสมในตับจำนวน 38 คน อายุเฉลี่ย 48 ปี ซึ่งโรคชนิดนี้แม้ไม่ได้ทำให้เกิดการเจ็บป่วยในทันที แต่จะมีผลต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดการอักเสบจากเล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรงและในที่สุดก็จะทำให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งในตับในที่สุด นอกจากนั้นกลุ่มเป้าหมาย 68% ยังเป็นผู้ที่มีความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด เช่น มีระดับโคเรสเตอรอลสูงกว่าปกติ และระดับ HDL (ไขมันตัวดี) ต่ำกว่าปกติ ผลการตรวจวัดด้วยคอมพิวเตอร์ซีทีสแกน พบว่าผู้ป่วย 63% หรือ 24 คน จาก 38 คนที่ได้<em> รับประทานเวย์โปรตีน</em><em>ไอโซเลต มีระดับไขมันคั่งสะสมในตับที่ลดลง</em> ผู้ป่วย 66% หรือ 25 คน จาก 38 คน แสดงถึงสภาวะการทำงานของตับที่ดีขึ้น โดยวัดจากค่าเอ็นไซม์ของตับ AST, ALT และ GGT ที่ลดลงใกล้เคียงระดับปกติ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ใครบ้างที่เราอยากแนะนำให้รับประทาน</strong><strong>เวย์โปรตีน</strong><strong>ไอโซเลท</strong></p>
<ul>
<li>ผู้สูงอายุทั่วไป</li>
<li>ผู้ป่วยระยะพักฟื้น หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือผ่านการผ่าตัด</li>
<li>ผู้ป่วยที่ต้องการเพิ่มภูมิต้านทานโดยเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน</li>
<li>เด็กที่ไม่ได้รับประทานนมมารดา หรือมีปัญหาแพ้นมวัว</li>
</ul>
<p><strong>คำถามจากผู้ที่มีประสบการณ์การใช้<strong>เวย์โปรตีน</strong></strong><strong>ไอโซเลท</strong></p>
<p><strong>Q: ถ้าปกติสามารถรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ ไข่ หรือถั่วเหลืองได้อยู่แล้ว จำเป็นต้องรับประทาน<strong>เวย์โปรตีน</strong></strong><strong>หรือไม่</strong></p>
<p>A: การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพนี้รวมถึงต้องมีคุณภาพดี มีไขมันต่ำและดูดซึมไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้เต็มที่ รวมถึงในบางคนที่ต้องการโปรตีนเพื่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูสุขภาพ การเลือกรับประทานโปรตีนจากแหล่งอาหารชนิดต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบมิลลิกรัมต่อมิลลิกรัมของกรดอะมิโนจาก<a href="http://aplus-pharmacy.com/">เวย์โปรตีน</a>ไอโซเลทกับโปรตีนทั่วไปจากอาหาร ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า<a href="http://aplus-pharmacy.com/">เวย์โปรตีน</a>ไอโซเลทจะให้กรดอะมิโนที่มากกว่าโดยปราศไขมัน โคเลสเตอรอล และไม่ทิ้งของเสียจากการย่อยโปรตีนให้ร่างกายต้องขับออก ดังนั้นเมื่อต้องการให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากโปรตีนเต็มที่ และไม่มีของเสียที่เกิดจากการย่อยโปรตีนสะสมในร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่อาจมีปัญหาเรื่องการย่อยหรือดูดซึมสารอาหาร หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดที่อยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกาย เพื่อให้หายจากการเจ็บป่วยเร็วขึ้น การเลือกเสริมด้วย<a href="http://aplus-pharmacy.com/">เวย์โปรตีน</a>ไอโซเลท จึงเป็นทางเลือกที่ดี และไม่มีโทษต่อร่างกาย</p>
<p><strong>Q: </strong><strong>เวย์โปรตีน</strong><strong>ไอโซเลทจากแหล่งต่างๆ นั้น ให้คุณสมบัติเหมือนกันหรือไม่</strong></p>
<p>A: ไม่เหมือนกัน คุณภาพของเวย์โปรตีนนั้นจะแตกต่างกันตาม แหล่งของนมที่เลือกใช้ กระบวนการผลิตและคุณภาพของโรงงาน ดังนั้นการเลือกรับประทานเวย์โปรตีนไอโซเลท แนะนำให้พิจารณาโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ</p>
<p><strong>Q: ทำไมคนที่รับประทานนมวัวไม่ได้ เช่นมีอาการท้องเสีย หรือผื่นแพ้ จึงแนะนำให้รับประทาน<strong>เวย์โปรตีน</strong></strong><strong>ไอโซเลทได้</strong></p>
<p>A: เพราะกระบวนการผลิตเวย์โปรตีนไอโซเลท ได้มีการแยกน้ำตาลแลคโตสที่เป็นสาเหตุของผู้ที่ย่อยไม่ได้ออกไปจนหมด ทำให้ผู้รับประทานไม่มีอาการท้องเสีย นอกจากนั้นยังสกัดแยกโปรตีนเคซีนที่เป็นสาเหตุของผื่นแพ้ออกไปจนเหลือปริมาณน้อยมาก จึงทำให้ผู้ที่แพ้โปรตีนเคซีนในนมวัวจึงรับประทานเวย์โปรตีนไอโซเลทได้</p>
<p><strong><u>References:</u></strong></p>
<ol>
<li>Jangale Rohini Shankar and 2Ghanendra Kumar Bansal C.H.M.E. Society&#8217;s, Dr. Moonje Institute Of Management &amp; Computer Studies, Nashik, India. Durga Prasad Baljeet Singh Post Graduate College<em>,</em>Anoopshahr</li>
<li>http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_food/a_fd_4_00t.asp?info_id=469</li>
<li>A Scientific White Paper. Research On The Importance Of Whey Protein For Achieving Optimal Health and Longevity. An Official Publication of: Ceautamed Worldwide, LLC</li>
<li>PAUL J. CRIBB et el. Effects of Whey Isolate, Creatine, and Resistance Training on Muscle Hypertrophy Exercise Metabolism Unit, Center for Ageing, Rehabilitation, Exercise and Sport and the School of Biomedical Sciences, Victoria University, Victoria,  Australia</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://aplus-pharmacy.com/2016/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
